+ เกิดมา ต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน +

งานแต่งงาน / งานศพ

 

 

 

 

 

 

 

สวัสดีครับ

 

ผมกลับมาแล้วครับ ที่หายไปนานนี่ไม่ใช่อะไรครับ  กลับไปบ้านที่นครนายก แล้วก็ทำโน่น ทำนี่เยอะแยะเยอะแยะไปหมด มาอัพอีกทีวันนี้ ที่ทำงาน

 

 

ช่วงนี้ได้รับเชิญไปงานแต่งงานเพื่อนต่างมหาวิทยาลัย อีกแล้วครับ   รายนี้เป็นรายที่ 2 นับตั้งแต่ผมเรียนจบมา แล้วเป็นงานใหญ่ซะด้วย

แต่ผมเกิดอาการเฉยๆ ว่าจะไปหรือไม่

ไม่ใช่เพราะผิดใจอะไรกับเจ้าของงาน หรือว่าไม่สนิทอะไรกับเจ้าของงานหรอกนะครับ เป็นเพื่อนที่คุ้นเคยกันดี

 

 

แต่ผมมันเป็นคนที่มีความคิดประหลาดๆ ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเขาอยู่อย่างนึงครับ คือ...

 

ช่วงหลังๆ ผมเริ่มสังเกต เห็นว่า คนยุคนี้ (ก็ยุคเราๆ ท่านๆนี่แหละ) มีการหย่าร้างกันง่ายขึ้น แต่งกันได้ 3 เดือน / 6 เดือน ก็เลิกซะงั้น จากที่เราได้รับรู้กันทางสื่อต่างๆ กันหรือคนรู้จักมักคุ้นกับตัวเราๆท่านเองบ้างโดยประปราย

และเลิกด้วยเหตุผล "เข้ากันไม่ได้" บ้าง "ไม่เข้าใจกัน"บ้าง "ไม่รู้จะทนไปทำไม" บ้าง   อยู่กันไม้ได้ก็เลิกกันไป  ก็แล้วแต่จะพุดอะไรกันไป

แต่สังเกตไหมครับว่า เป็นเหตุผลที่ยึดตัวเองเป็นหลัก เป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตามเถอะ

 

และจะสังเกตไหมครับ ว่าจะมีมากในหมู่คนที่มีหน้ามีตาทางสังคม  คนที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป คนที่มีการศึกษาในระดับมาตรฐาน

มันก็น่าแปลกนะครับ คนที่มีพื้นฐานทางสังคมมาขนาดนั้น เรียนมาระดับมาตรฐาน ตอนเรียนทำวิจัย ทำธีซีสกันหัวปุ ยังทำกันมาได้ ทำงานมีปัญหาสารพัด ก็แก้ได้

แต่กับปัญหาคนข้างตัวเอง กลับปรับความเข้าใจกันไม่ได้

กลับไม่เลือกที่จะทน กลับไม่เลือกที่จะแก้ปัญหา

ไม่มีใครนึกถึงช่วงเวลาการบ่มเพาะของความรักที่ประกาศต่อใครๆว่า เรารักกัน

ไม่ได้นึกบรรยากาศในวันงาน คำสั่งสอนจากผู้ใหญ่ คำอวยพรและน้ำจิตน้ำใจจากเพื่อนฝูง กันซะเลย

ทีนี้ ไอ้งานแต่งานที่จัดกันมาซะอย่างดี มีผู้หลักผู้ใหญ่ ญาติสนิทมิตรสหาย มาร่วมงาน มาแสดงความยินดี มาอวยพรกันมากมาย คำสัญญาที่ให้กันไว้ที่หน้าเวที  ก็หมดความหมายไปไหนทันที  ทรัพยการที่ถูกใช้ไปในงาน มีค่าเป็นศูนย์ หรือ สูญ

งานก็เลยกลายเป็นละครกำมะลอฉากหนึ่งไป คนมาร่วมงานก็เลยเป็นตัวละครตามไปด้วยเช่นกัน

 

การแต่งงาน หรือ งานแต่งงาน  จึงเป็นหลักประกันอะไรไม่ได้เลย ว่าคนสองคนจะประคับประคองเรือชีวิตของทั้งคู่ไปได้ตลอดรอดฝั่ง

เพราะถ้า เรือชีวิตนี้ล่ม  มันก็เท่ากับว่า คู่ชีวิตที่บังคับเรือ ถีบหัวส่งคนคัดท้าย ซึ่งก็คือ คนทั้งหลายที่มาร่วมแสดงว่ายินดีในงานแต่งงาน นั่นแหละ

 

ระยะเวลา ประสบการณ์และอุปสรรค ต่างหาก ที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ชีวิตคู่

 คู่ที่เขาไหว้พ่อ ไหว้แม่ เลี้ยงพระ รดน้ำ จดทะเบียนกันเฉยๆ แต่อยู่ด้วยกันจนตายจากกันไปข้าง ก็มีอยู่เยอะแยะ

 

 

 

แต่ถ้ามองกลับกัน ในเรื่องของงานศพ

 

ถึงแม้จะเป็นงานที่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรพอๆกัน เป็นพีธีสมมุติเหมือนกันหรืออาจจะมากกว่า

แต่มันก็เป็นงานที่ระลึกถึงคนๆ นึง ซึ่งจากไป เขาจะดีจะเลวอย่างไรเราก็ไม่รู้ แต่ในวันวันนึงเมื่อเรือชีวิตเขาสิ้นสุด มันก็ถึงปลายทางเพียงเท่านั้น เรามาให้กำลังใจคนในครอบครัวของเขา  งานที่จัดให้เขาย่อมไม่มีทางเป็นเพียงละครบทหนึ่งไปได้ เพราะจัดขึ้นมาระลึกถึงเขา ย่อมไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้นอีกในอนาคต ให้งานที่จัดให้เขากลายเป็นโมฆะ

 

 

 

ดั้งนั้น ในความรู้สึกผม งานศพ น่าจะ "ให้ใจ" มากกว่า งานแต่งงาน ถึงแม้จะเป็นสิ่งสมมติ เหมือนๆ กัน

 

 

 

 

 

 

คุยมาถึงตรงนี้ หลายๆ คนอาจจะสงสัยบ้างว่า เอ๊อะ ก่อนหน้านี้ ทีงานแต่งงานของ ลูกเพื่อนพ่อบ้าง ลูกของผู้ใหญ่คนอื่นๆ บ้าง ทำไมผมยังตามพ่อแม่ไปได้ แต่ทีพอฐานะตัวเองถูกเชิญบ้าง ดันมาคิดแปลกๆ

 

คืองี้ครับ   กรณีนั้น ไปในฐานะที่ไปแสดงความยินดีต่อครอบครัวของเจ้าบ่าว เจ้าสาวก็แล้วแต่ ในฐานะที่ผู้ใหญ่เขามีไมตรี มิตรภาพต่อกันมา บางงานไม่รู้จักเจ้าบ่าวเจ้าสาวหรือพ่อแม่ของอีกฝั่งหนึ่งด้วยซ้ำ แต่ก็ไปเพราะ ผู้เชิญมีความสนิทสนม นับถือ มีมิตรภาพต่อผู้ถุกเชิญกันมาเป็นระยะเวลานาน

 

เหมือนงานแต่งงานงานนึง ที่ผมเคยติดสอยตามพ่อแม่ไป

แล้วเจ้าบ่าวเขากล่าวขอบคุณแขก จับความได้ว่า

".....ผมขอขอบบพระคุณท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายเป็นอย่างสูง ที่ได้มาแสดงความยินดีกับเราทั้งสอง ผมต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ที่ผมทักทายท่านได้ไม่ทั่วถึง บางท่านผมก็แทบจำไม่ได้เลย แต่ผมก็ดีใจที่งานวันนี้ เหมือนจะเป็นงานเลี้ยงรุ่นของคุณพ่อเลยทีเดียว...."

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บางทีคนเรา ก็ต้องนึกถึงค่านิยมของสังคม ที่เขาทำกันมาอย่างน้นบ้างเหมือนกัน

 

ผมไม่ได้แอนตี้พีธีการนะครับ ผมออกจะเข้าใจพิธีการด้วยซ้ำ เพรามันเป็นกุศโลบาย ทำให้ คนเข้าพิธี ตระหนักในหน้าที่ของตัวเอง และได้รับความภาคภูมิใจ

 

แต่ผมมองว่า งานแต่งงาน เป็นงานพีธีการ โดยที่ผู้จัดงานอาจจะทำให้มันเป็นโมฆะในอนาคต   โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงน้ำใจขอคนที่มาร่วมงาน ได้มากที่สุดในบรรดาพิธีการทั้งหลาย ในสมัยนี้ เท่านั้นเอง

 

งานแสดงความยินดีประเภทอื่นๆ ผมก็ไปด้วยความเต็มใจเต็มที่

 

หรือบางที

ผมอาจจะตัดสินใจไปงานเพื่อน ด้วยนึกถึงความเป็นเพื่อน ถึงแม้จะห่างกันไปเพราะเรียนคนละที่ แต่ก็เรียนมัธยมด้วยกันมา   มากกว่าที่จะกลัว ว่ามันจะคบกันไปได้ไม่เท่าไหร่ก็เลิกกัน แล้วงานงานไปร่วมก็กลายเป็นลิกฉากหนึ่ง ไปซะงั้น

 

 

 

 

 

แล้วคุณละครับ คิดเห็นยังไงกับเรื่อง งานแต่งงาน กับงานศพ

 

 

 

 

 

 

---------------------------------------- ปอ ผู้ชายแถวหลัง
คนไทยชอบสร้างภาพไง มหรสพหรือว่าอะไรทัเ้งหลาย การแต่งงาน ก็ต้องให้ใหญ่ บางคนจัดงานศพยังกินเหล้ากันสนุกสนาน น่าเกลียดจะตาย
เห็นด้วยที่ว่าการแต่งงานไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น แต่ว่าก็เป็นวิถีปฏิบัติที่เค้าทำกันมา เราเป็นคนไทย มีมิตรมีญาติ ไม่ทำก็จะแปลก ๆ ก็แค่นั้นเอง ไม่ได้ทำเพราะอยากทำหรอก ถ้่าจะเอาจริง ๆ ก็ไม่ต้องจัดก็ได้ ไปจดทะเบียนกันก็พอ
What for???
002307
9 เม.ย. 2550 เวลา 17:34 น.
แต่เด๋วนี้แต่งแล้วเลิกก้อมีเยอะง่า
ตอนรักกานก้อรักกานมาก
002550
&
9 เม.ย. 2550 เวลา 17:39 น.
เห็นด้วยอย่างยิ่งนะ
004536
9 เม.ย. 2550 เวลา 18:37 น.
แนทว่า เราก็ไปทั้งสองงานแหล่ะค่ะ งานแต่งเราก็ไปร่วมยินดีในวันทีความรักของเค้าทั้งสองได้เดินมาถึงจุดสูงสุด เป็นจุดเปลี่ยนแปลงของชีวิต ส่วนเค้าจะดำรงความรักและสถานะต่ไปได้มั้ย ก็ให้เป็นเรื่องของอนาคตดีกว่าค่ะ
(คนสมัยนี้เลิกกันง่าย เพราะจีบกันก็ง่าย โทรหากันก็ง่าย อะไรๆก็ง่ายไปซะหมด มันเลยไม่ค่อยมีค่ามังคะ)

ส่วนงานศพ ก็ไปร่วมระลึกถึงความดีของผู้เสียชีวิต และอโหสิกรรมต่างๆ

อย่าคิดมากจ้ะ ชีวิตคนเรามันก็แบบนี้แหล่ะ
001040
9 เม.ย. 2550 เวลา 19:01 น.
..งานแต่งงาน บุ้งคิดว่า มันเป็นแค่พิธีการ แสดงให้สังคมรู้ว่า ฉันหรือเธอ เราเป็นสามีภรรยากันแล้วนะ อไรประมาณนั้น
แต่เรื่องที่เขาจะอยู่ด้วยกันยาวนานหรือไม่ มันก็คงขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่ายอ่าเนอะ ซึ่งบุ้งก็ไม่รู้ว่า มันต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง -*-
แต่เอาเถอะ คงเป็นเพราะ คนสมัยนี้ มีค่านิยมต่างจากแต่ก่อนมั้ง .. . สังเกตจากบุคคลรอบข้าง
002377
9 เม.ย. 2550 เวลา 19:21 น.
คิดเหมือนกัน
รักกัน..จำเป็นต้อง แต่งงาน มั้ยนะ?
การแต่งงาน เป็นแค่พิธีการ รึเปล่า?
แล้วถ้าไม่มีการแต่งงาน คนเราจะผูกมัดกัน ด้วยหัวใจ แทนพิธีการ ไม่ได้เชียวหรือ ?

เทคแคร์จ้ะ :)
001585
9 เม.ย. 2550 เวลา 19:54 น.
ปัญหาแก้ได้ทุกคู่นั้นหละ

แต่ความอดทนในการแก้ปํัญหามากก่วา
ที่คนเรามีไม่พอ
004327
9 เม.ย. 2550 เวลา 20:08 น.
ถูกต้องเลยค่ะ
เขียนได้ลึกซึ้งมากเลยอ่า
ป๊อกก้มองว่าคนยุคใหม่แปลก
การศึกษาเยอะ แต่การหย่าร้างก้เยอะ
แล้วก้ขนาดรุ่นตายายเรา ไม่ได้เรียนจบสูงอะไร
แต่ก้มีความอดทน และรักกันมาจนถึงทุกวันนี้
003518
9 เม.ย. 2550 เวลา 22:25 น.
งานศพเป็นงานที่ต้องไปค่ะ ยิ่งถ้าเป็นคนรู้จัก หรือแม้กระทั่งญาติของเพื่อนที่เรารู้จัก เราก็ไปค่ะ

ส่วนงานแต่ง ก็ไปค่ะ ไปกิน 555
002737
9 เม.ย. 2550 เวลา 23:57 น.
พี่สาวเราคบกับแฟนมาตั้ง 7 ปี

จัดงานอย่างใหญ่โตในโรงแรมสุดหรู

แต่แต่งงานกันไม่ถึงปีก็เลิกกันเสียแล้ว

เพราะว่าไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกันมาก่อน

ความจริงพี่สาวเราไม่ได้อยากจัดงานแต่งงาน

อะไรใหญ่โตขนาดนั้นหรอก

แต่เพื่อความเป็นหน้าเป็นตาของทางผู้ใหญ่เค้า

สุดท้ายพอไปกันไม่รอดอย่างนี้

สุดท้ายคนที่หนีไม่พ้นคำติฉินนินทาเห็นจะเป็นฝ่ายหญิง

อย่างพี่เราที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ

งานนี้จะไปโทษงานแต่งงานก็คงจะไม่ได้

หรือจะไปโทษคนที่แต่งงานกันก็คงจะไม่ได้

เพราะก็ไม่มีใครอยากให้มันเป็นอย่างนี้

ทุกอย่างดำเนินไปบนวิถีชีวิตมนุษย์สังคม

ทีมองแต่เพียงสิ่งที่ผิวเผินและถูกต้อง

....

วันนี้แอบเครียด แหม ก็เล่นเปิดประเด็นซะ...
004584
10 เม.ย. 2550 เวลา 00:28 น.
อืม ก้อนะ....


แต่ยังไงๆ ก้ออยากแต่งงานอ่ะ....เกี่ยวมะ
001202
10 เม.ย. 2550 เวลา 12:02 น.
เห็นด้วยในหลายประเด็นค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในข้อที่ว่างานศพเป็นงานที่ควรไปมากกว่างานแต่งงานเสียอีก เพราะเพิ่งไปงานของแม่เพื่อนมาค่ะ รู้เลยว่าเป็นนาทีที่เพื่อนต้องการกำลังใจเป็นอย่างมาก ...

ขอบคุณที่แอดค่ะ
ติดตามอยู่ระยะหนึ่งแล้วค่ะแต่ไม่ได้เปิดเผยจนกระทั่ง..วันหนึ่งเห็นคุณเจ้าของไดฯที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินอโศกฯ จะเข้าไปทักแล้ว แต่เดี๋ยวคุณเจ้าของไดฯจะตกใจ
เลยสวนทางผ่านไปเฉยๆค่ะ


000327
10 เม.ย. 2550 เวลา 13:56 น.
งานแต่งงาน เหมือนเป้นงานที่แสดง ฐานะทางสังคมอย่างนึงน่ะเราว่า

ไม่รุ้ทำไม คิดไปยังงั้น

แต่สุดท้าย เรื่องอย่างนี้มันก็ปแฏเสธ เรื่องในสังคมไม่ได้อยุ่ดี

จิงม่ะ
001158
11 เม.ย. 2550 เวลา 19:27 น.
อ้อยคิดคล้ายๆกับปอนะ คือแบบ งานแต่งงาน หรืองานอะไรก็แล้วแต่ มันขึ้นอยู่กับเจ้าภาพ ก็จริง สิทธิของเค้าที่จะจัดงานใหญ่งานเล็ก แต่สุดท้าย ถ้าการที่แต้งงานใหญ่โตแล้ว ไปกันไม่รอด เกิดหย่าร้างขึ้นมา ไม่คิดถึงวันงานมั่งเหรอ ไม่คิดถึงคนที่มาอวยพรมั่งเหรอ มันรู้สึกไม่ดีเลยนะ ถ้าเราไปงานแต่งงานมาแล้ว รับรู้ว่าคนสองคนที่เราเคยอวยพรไป กลับต้องมาแยกทางกัน เสียดายวันดีดีที่ผ่านมาของเค้าน่ะ

งานศพ เป็นงานเศร้า คนที่ตายไปก็ไม่รู้ว่า งานที่จัดขึ้นนั้น เป็นยังไง จะรู้ก็แค่คนที่ยังอยู่ที่ระลึกถึงคนที่จากไป เท่านั้นเอง

เห็นด้วย งานศพ ได้ใจ มากกว่า งานแต่ง ที่บางครั้งมันก็แค่ละครฉากนึง ที่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของละคร แต่ฉากอวสาน อาจจะเป็นอะไรก็ได้ หรือจะจบด้วยฉากโศดเศร้าก็ได้ ใครจะรู้
000620
12 เม.ย. 2550 เวลา 17:18 น.
โดยส่วนตัวแล้วไม่เคยคิดอยากจะจัดงานแต่งแต่อย่างใด

เพราะคิดว่าการแต่งงานไม่ใช่การการันตีว่าคนสองคนนี้จะอยู่กันยืด

แต่ก็นั่นแหละบางทีหน้าตาทางสังคมมันก็จำเป็น ถึงต้องจัดงานแต่ง
004441
13 เม.ย. 2550 เวลา 11:06 น.
:)
001193
13 เม.ย. 2550 เวลา 18:55 น.
มาสาดน้ำจ้า

สุขสันต์วันสงกรานต์
004441
13 เม.ย. 2550 เวลา 22:45 น.
ขออนุญาตรดน้ำดำหัวพี่ปอนะคะ อิอิ
พี่ปอนี่ คิดไม่เหมือนคนอื่นเค้าจริงๆ
แต่ก็ถูกในมุมมองของพี่ปอ

สุขสันต์วันสงกรานต์นะคะ

^___^
002176
15 เม.ย. 2550 เวลา 21:10 น.
It's great to read soemhitng that's both enjoyable and provides pragmatisdc solutions.
Natalya
25 เม.ย. 2556 เวลา 03:38 น.
What a pleasure to find someone who identifies the isesus so clearly
Takumi
25 เม.ย. 2556 เวลา 11:28 น.
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic