ผมขอบันทึกเหตุการณ์นี้ไว้

เป็นความทรงจำที่มีคุณค่าในชีวิตผมครับ

 

 

 

"บัณฑิต..บนรถเข็น"

 

 

 

 

 

สวัสดีครับ

 

อย่างที่เคยบอกไว้ครับว่า ผมยังเหลือเรื่องที่จะเล่าให้คุณฟัง

เกี่ยวกับการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรของผม

คราวนี้จะเล่าถึงวันที่เข้ารับพระราชทานฯเมื่อ 24 พ.ย.49

 

 

 

และได้เกิดเหตุการณ์ที่ "คาดไม่ถึง" จริงๆ

 

 

 อย่างที่ผมเคยเล่าไว้ครับว่า การเข้ารับพระราชทาน

มีขั้นตอนที่สำคัญอยู่ตรงที่เมื่อเข้าไปรับพระราชทานแล้ว  

จะต้องถอยเฉียงออก 45 องศา ออก 3 ก้าว 

เพื่อไม่ให้ตัวเราไปติดที่รูปของคนข้างหน้า

ในจังหวะที่เขาเข้ารับพระราชทาน

 

 เมื่อผมได้ทราบขั้นตอนนี้ตั้งแต่วันซ้อมย่อยครั้งที่ 1

อย่างที่คุณรู้ว่า ผมขาไม่ดี เดินเหินได้ไม่ไม่เหมือนคนอื่น

และการเดินถอยหลังก็เป็นจุดอ่อนของผมอย่างนึง

คือผมถอยได้ครับ แต่จะช้ากว่าคนอื่น

 

ผมวิตก ผมกังวลมากครับว่าผมจะไม่สามารถถอยหลังได้

ตามแบบ แต่ในตอนนั้น ผมคิดว่าผมจะลองพยายามทำดู

ผมจะลองสู้ดู

เหมือนที่ผมเคยพยายามมาตลอดชีวิต

ในการเอาชนะความพิการของตนเอง....

 

 

  การซ้อมย่อยครั้งที่ 1 ผ่านไป ผมทำได้ครับ

แต่ก็ช้ากว่าคนอื่นนิดนึง

แต่ด้วยความรู้เกี่ยวกับราชสำนักของผม

ทำให้ผมเบาใจตัวเองได้ว่า "คงไม่เป็นไร"

การซ้อมย่อยครั้งที่ 2

ซึ่งไปซ้อมที่องครักษ์  สถานที่จริง (ยังไม่ใส่ชุดครุย)

ฟังคำชี้แจงซักซ้อมต่างๆ

แล้วแว็บนึง อ.ประธานกรรมการฝึกซ้อม ก็แจ้งให้พวกเราทราบประมาณว่า มีบัณฑิตซึ่งลักษณะร่างกายพิเศษ

คือตาบอด 2 คน (ซึ่งผมรู้จักดี)

ขาไม่ดี อีก 2 คน ซึ่งอาจจะต้องนั่งรถเข็น

เมื่อผมได้ยินประโยคราวๆนั้นแล้ว

ผมเข้าใจทันทีครับว่า

" สองคนนั่นน่ะ มีตูแน่ๆ !!! "   

 

 

 

ผมจิตตกทันทีครับ

ทำไมผมต้องนั่งรถเข็น ในเมื่อผมเดินได้ปกติ

 ผมไม่อยากนั่งรถเข็น ผมอยากทำเหมือนเพื่อน

 

 

 

 

ผมเรียนกับคนปกติมาตลอดชีวิต

จนผมมีความสุขกับความพิการของผมดี

และผมก็ทำอะไรได้เกือบเหมือนคนปกติ  

และในครั้งนี้ผมก็เชื่อว่า "ผมทำได้"

ผมเรียนกับคนปกติมา ไม่ใช่จะเพียงนั่งรถเข็น

ในวันรับพระราชทานปริญญาบัตร แน่นอน !!!

 

 

             ... แล้วผมก็ขึ้นไปซ้อมรับตามปกติ

ไม่มีอาจารย์คนไหนแยแสผมม้แต่คนเดียว

นอกจากอาจารย์หมอคนนึง ที่ยืนคุมอยู่ข้างหน้าที่ประทับ(ซ้อม) อุทานขึ้นมาว่า "เจออีกคนแล้ว (พูดชื่อโรคของผม)"

แต่ผมก็เดินถอยสามก้าวมาแบบช้าๆ ตามปกติ

 

เมื่อการซ้อมในวันนั้นเสร็จสิ้นลง

ผมรู้สึกงงๆ ว่าไม่มีอาจารย์คนไหนในที่นั้น

สะกิดกับท่าเดินผมเลยซักคน ซึ่งผมน่าจะดีใจว่า

ผมจะได้ขึ้นรับแบบคนปกติแน่ๆ

 

แต่ก็อดกังวลไม่ได้ว่า เขาจะเอายังไงกะเราแน่ !!

ผมเลยตัดสินใจชวนเพื่อนคน ชื่อ "กวง"

ไปพบกับอาจารย์ที่เป็นประธานกรรมการฝึกซ้อมใหญ่

เพื่อจะเรียนถามเกี่ยวกับว่า ผมถอยช้าอย่างนี้เขาจะเอาไงกับผม

ผมถามไปอย่างสุภาพเหมือนทุกครั้งที่ผมคุยกับผู้ใหญ่

 

แต่เขา.......

ขอเรียกว่า อาจารย์ จ.แล้วกันนะครับ

 

 

อ. จ. บอกเพียงแต่ว่า   "อาจจะต้องนั่งรถเข็น"

ด้วยกิริยาที่ไม่ได้ใส่ใจผมเท่าไหร่

หันไปคุยกับ อ.คนอื่นเสียมากกว่า

แม้แต่ประโยคที่แล้ว ก็พูดโดยที่ไม่มองหน้าผม

 

ผมเรียนให้ข้อเสนออย่างสุภาพเชิงอ้อนกับ อ. จ. ไปว่า

ขอผมเดิน แต่อาจจะช้าหน่อย ขอให้หน่วงเวลาให้ผมเท่านั้น  เพราะด้วยความรู้เกี่ยวกับระเบียบราชสำนักที่ผมรู้

เรื่องแค่นี้ไม่ใช่เรื่องที่คอขาดบาดตายอะไร  

ศรภ. ไม่ได้เข้มงวดในจุดนี้มาก

(ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการทหารสูงสุด

ซี่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับถวายอารักขา

และถวายการรักษาความปลอดภัยฯ : ปอ)

 

 

แต่ อ.จ. กลับหันมาหน้าเชิดๆและพูดทำนองขู่ๆ กับผมว่า

"ขอไปถาม สำนักพระราชวัง กับ ศรภ. ก่อนละกัน"

 

ผมรู้สึกตะงิดใจมาก

แต่ผมก็เชื่อด้วยเซนส์ผมเองว่า อ.ไม่ได้ไปถามจริงๆหรอก เพียงแค่ขู่ให้เรายอมนั่งรถเข็นเท่านั้น

หรือถึงจะถาม ผมก็เชื่อว่า หน่วยงานทั้งสอง

จะให้ผมเดินขึ้นรับได้

 

ผมก็ได้แต่เพียงคิดในใจ กับอาการวางกล้ามของ อ. คนนั้น

 

(ซึ่งขอโทษไว้ก่อนนะครับว่า ความคิดของผมตอนนั้น

อาจจะโอ่ๆ เบ่งๆ อยู่มาก แต่อารมณ์ผมตอนนั้น

มันเหมือนคนที่โดนดูถูกว่าเราไม่รู้อะไร มันสุดๆจริงๆ)

 

ผมได้แต่รำพึงในใจว่า....

 

 

 

 

แม๊ง !!! โธ่เว้ย !!  นึกว่าตัวเองรู้อยู่คนเดียวหรือไง!!!

ทำมาเป็นขู่

อ.รู้ไหมว่าพ่อผมน่ะ เป็น พลโท ราชองครักษ์เวร !!!

เคยเป็น รอง ผบ.รร.จปร. นะเว้ย

อ.รู้ไหมว่า ผมทำงานกับผู้ใหญ่ที่เป็น ราชนิกูล !!!

อ.รู้ไหมว่าผมชอบอ่านหนังสืออะไรมาบ้าง

ผมเรียนมาสี่ปีเนี้ย อ.เคยแยแสผมบ้างไหม !!

คิดว่าเรื่องอย่างงี้ผมไม่รู้เลยหรือไง !!!

 

 

 

แต่จิตสำนึกฝ่ายดียังมีอยู่มากเลยไม่ได้พูดออกไป

 

 

ซึ่ง กวง เพื่อนผม ก็เห็นกริยาของอาจารย์ จ. โดยตลอด

แล้วกลับไปเล่าให้เพื่อนในเอก ฟัง ผมมารู้เองภายหลังว่า

เพื่อนๆในเอก เกือบทุกคนเชื่อมั่นว่าผมสามารถเดินขึ้นไปรับได้

และไม่พอใจอาจารย์ จ. มากถึงขนาดเพื่อนคนนึงพูดไว้

แล้วผมมารับรู้ภายหลังซึ่งผมจำได้เพียงเลาๆ ประมาณว่า

" เชี้ยยย แม๊ง ไอ้ปอมันวิ่งได้นะเว้ย !!!

แล้วอยู่ดีๆ จะให้มันนั่งรถเข็น

ไม่นึกถึงใจมันมั๊ง อาจารย์แม๊ง.."!!!

 

 

 

 

ซึ่งจนถึงทุกวันนี้

ผมก็ไม่รู้ครับว่าเพื่อนคนไหนพูด หรือมีคนพูดหรือป่าว 

แต่ถ้าผมรู้ ผมอยากจะบอกเขาว่า

ผมถูกใจและซาบซึ้ง ในคำพูดของเขามาก มันเป็นคำพูดที่

แม้จะไม่สุภาพ แต่มันแสดงถึงความเข้าใจในตัวผมมากที่สุด

 

ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมเสียดายเวลาที่ผมไปเป็นนักกิจกรรม

ทำงานให้กับ ม. ถึงขนาดได้เป็น 

"เลขานุการองค์การนิสิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ" 

นิสิตหมายเลข 3 ของ ม.  

แต่ผมต้องห่างเหินเพื่อนๆในเอกไป

 ไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับนิสิตของอีกเป็น 2-3 พันคน

แต่มันกลับเหมือนความว่างเปล่า

มหาวิทยาลัยตอบแทนผมด้วยการให้ผมนั่งรถเข็น บ้าที่สุด

เทียบไม่ได้กับคำพูดที่มีค่าจากเพื่อนในเอก 

สี่ปีที่ผ่านมา ผมน่าจะมีเวลาคลุกคลีกับเพื่อนๆเอกบรรณฯ

มากกว่านี้

ผมน่าจะมีเวลาได้ร่วมหัวจมท้ายกับพวกเขามากกว่านี้

แต่วันเวลา มันย้อนกลับไปไม่ได้น่ะสิ...

 

 

(และต้องขอบขอบคุณกวงมากๆไว้ในที่นี้ด้วย

ที่ไปเป็นเพื่อนและให้กำลังใจในวันนั้น)

 

 

 

 

พอมาถึงวันซ้อมใหญ่ซึ่งต้องสวมชุดครุย

เมื่อผมเดินขึ้นมาในอาคาร อาจารย์ผู้ควบคุมแถวได้เชิญผม

(ต้องเรียกว่าเชิญ เพราะอาจารย์สุภาพอ่อนน้อม

แม้กับผมที่เป็นลูกศิษย์มาก มากกว่า อ. จ. คนนั้นเสียอีก)

ให้มานั่งตรงเก้าอี้ที่ใกล้ทางเดินขึ้นเวที

ซึ่งเป็นที่ ที่จัดไว้สำหรับบัณฑิตพิการทั้งหลายมี

- เก๋ เอกไทย (ตา)

- กิ๊ป เอกรัฐศาสตร์ (ขา)

- พี่หมอตูน (สันหลังเคลื่อน)

และผม

(ส่วน โจ้ นักเปียโนอาร์เอส ผมไม่รู้ว่าเขาพาไปนั่งตรงไหน)

 

 

 

แต่เมื่อแถวของเพื่อนผม ผ่านมาตรงที่ผมนั่ง

อ.ก็เพียงแต่ให้ผมแทรกในลำดับรายชื่อที่ผมอยู่แต่เดิม

แล้วขึ้นซ้อมรับตามปกติ

 

ผมเริ่มมั่นใจว่า "ผมจะได้เดินขึ้นรับตามปกติ"

 

 

 

 

 

จนถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 วันเข้ารับพระราชทาน

(รายละเอียดก่อนหน้านั้นหาอ่านได้ที่ คลิก!!)

เมื่อผมผ่านขั้นตอนข้างไปในอาคารแล้ว อาจารย์คนเดิม

ก็มากันผมไปนั่งในที่ที่จัดไว้

แต่แล้ว อ.ผู้ควบคุมแถวคนเดิมเมื่อวันซ้อมใหญ่

ก้เดินเข้ามาบอกผมว่า

 

" เขาประชุมกันแล้ว ให้คุณนั่งรถเข็นนะ "

 

ผมอึ้งครับ..ครับ

สิ่งต่างๆรอบตัวผมเหมือนหยุดหยุดหมุน

 

ถ้าใครเคยดูหนังแล้วเห็นเทคนิคการถ่ายแบบที่หมุนกล้อง

ไปรอบตัวอย่างเร็ว ให้ชวนเวียนหัว

นั่นแหละครับผมรู้สึกแบบนั้น

มีน้ำขมขมๆขึ้นมาที่ลำคอ

ผมตอบคำว่า "ครับ" ไปกับอาจารย์ผู้ควบคุมแถว

อย่างทุลักทุเล

 

 

ผมได้รู้ว่า ลำดับการขึ้นรับฯ ของผม

ซึ่งเดิมผมจะรับเป็นคนที่ 3 นับจากท้ายของคณะ 

เปลี่ยนมารับเป็นคนสุดท้ายของคณะ  

โดยอาจารย์จะหาจังหวะพาผมไปขึ้นรถเข็น

และเห็นไปรอบนเวที ข้างเก้าอี้คณาจารย์ที่อ่านรายชื่อบัณฑิต

แล้วผมผมเข้ารับฯ ต่อจากชื่อของ กะนุ้ก ซึ่งเดิมจะรับเป็นคนสุดท้าย

(เพิ่อนผู้มีอุปการะคุณต่อไดอารี่นี้นี้)

 

 

 

 

ก่อนเวลาเสด็จพระราชดำเนินเกือบ 2 ชม.

ในหัวผมคิดอยู่แต่ว่า ทำไม ทำไม ทำ และทำไม

มีคุยกับเพื่อนข้างๆบ้างเป็นครั้งคราว

แต่ในหัวนั้น เบลอมากครับ

 

แต่ก็น่าแปลก เมื่อถึงเวลาเสด็จพระราชดำเนิน

ผมกลับเลิกคิดไปได้โดยพลัน 

ผมมีสมาธิอย่างมาก

อาจจะเป็นด้วยพระบารมีของพระองค์ท่าน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และแล้วเวลาของผมก็มาถึง

 

อ. เข้ามาสะกิดให้ผมเดินตามไปขึ้นรถเข็น

เมื่อถึงจังหวะเวลาที่ อ.คิดไว้ ผมลุกยืนขึ้นถวายคำนับ

แล้วเดินตาม อ. มาทางอุโมงข้างโถงด้านนอกห้องโถงพิธี

แล้วมานั่งรถเข็น เพื่อขึ้นไปรอบนเวที

สักพักนึง อ.เข็นผมขึ้นไปรอบนเวที

อ.จอดผมพักคอยอยู่หลังหมู่เก้าอี้ของผู้บริหาร

และอาจารย์ที่อ่านชื่อบัณฑิต  ด้านขวามือของที่ประทับ

 

 

 

ตอนนั้นผมมีความรู้สึกใหม่ขึ้นมา

เหมือนผมตกอยู่ในภวังค์

เพราะผมเห็นพระองค์ท่าน

ในระยะประมาณแค่ไม่ถึง10 เมตร

ไม่คิดว่า เราจะได้อยู่ใกล้เบื้องพระยุคลบาท

ขนาดนี้

 

พระผู้ทรงคุณอันประเสริฐ

 

 

 

ก่อนหน้านี้ ผมเคยรับเสด็จพระองค์ท่านมาหลายครั้งแล้ว

ที่ รร.นายร้อย จปร. เมื่อท่านเสด็จมาทรงสอน

หรือ มางานของ ร.ร.

แต่นั่นก็เป็นเพราะ ผมเป็นลูกพ่อ ถึงได้รับเสด็จ

ไม่ภาคภูมิใจเท่าครั้งนี้

เพราะคราวนี้ผมได้เข้าเฝ้าฯ เพราะเป็นสิทธิ์ของตัวเอง

 

และแล้วก็ถึงเวลาของผม บัณฑิต...บนรถเข็น 1 ใน 3 คน

ของวันนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพเหล่านี้จับภาพนิ่งมาจาก DVD บันทึกพิธีพระราชทานปริญาบัตรฯ จัดทำโดย

สำนักสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา มศว

 

 

 

 

พลเอกหญิง ศาสตราจารย์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประทับพระราชอาสน์

 

 

 

 

    

 อ.เข็นรถผม จากทางด้านขวาของที่ประทับ

เพื่อมาคอยรับพระราชทาน

 

 

 

 

คณบดีเริ่มอ่านชื่อผม อาจารย์ก็เริ่มเข็นรถผมขึ้นเข้ารับพระราชทาน

 

 

 

 

จังหวะเข็นผมเข้ารับฯ กินเวลานานพอดู หลังคณบดีอ่านชื่อผมจบ

 

 

 

 

 

 

"แล้วคนพิการคนหนึ่ง.. ก็มาถึงวันนี้"

 

ทันใดนั้น เมื่อผมจะยื่นมือไปรับพระราชทาน

ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

 ผมเห็นพระองค์ท่านขยับพระวรกาย

เพื่อทรงพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผม

ท่านทรงแย้มพระสรวลและพยักพระพักตร์ด้วยครับ

 

ผมยืนยันได้ว่าผมไม่ได้ตาฝาดไป

 

ไม่ว่าจะเพราะผมเป็น "หมวกแก้ว"

หรือด้วยเหตุใด

 

 

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่กระผมเป็นล้นพ้นจนหาที่สุดมิได้

 

 

 

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฝากข้อความ เว็บเพจนี้ [คลิก ]

 

กลับหน้าไดอารี่ออนไลน์ของลูกผู้ชายผู้กล้าหาญ

[คลิก]

 

 

 

 

 

 

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic